บทที่ 5 นัดดูตัว
“สายป่านเดี๋ยวช่วยเอาเอกสารชุดนี้ไปส่งให้คุณชัชชาติทีนะ อยู่รอให้คุณปัณณวิชญ์เซ็นเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วน แล้วค่อยเอาเอกสารกลับมาให้ฉัน”
“ได้ค่ะคุณเอิงเอย” เลขาฯ แก้มป่องพยักหน้า รับเอกสารสำคัญนั้นมาถือไว้
“จริงสิ แล้วเมื่อคืนนี้เป็นยังไงบ้าง กลับถึงห้องดึกหรือเปล่า” เอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เมื่อคืนนี้หลังจากเห็นสภาพของเลขาฯ เมาจนหมดสภาพแล้ว ปัณณรินทร์ยังปรึกษากับเวธัส จนอดีตเลขาฯ ส่วนตัวให้คำแนะนำว่าครั้งหน้าหากต้องไปออกงานสังคมอย่างนี้อีก เวธัสจะเป็นคนติดตามแฟนสาวเอง
“เมื่อคืนเหรอคะ ไม่ดึกนะคะ พอออกจากที่โรงแรมไป คุณไออุ่นก็พาหนูไปส่งถึงคอนโดฯ เลยค่ะ แล้วหนูก็หลับยาวจนถึงเช้า แล้วตื่นมาทำงานนี่แหละค่ะ” คนเมาจดจำเรื่องราวได้เพียงคร่าว ๆ ไล่เรียงความจำอันสับสนจับต้นชนปลายไปตามความคิด ความเข้าใจตัวเอง
เลขานุการคนขยัน เดินหอบแฟ้มเอกสารออกจากห้องเจ้านาย เดินข้ามฟากตรงไปยังห้องทำงานของท่านประธานบริษัทฯ ซึ่งอยู่อีกฟากของอาคาร แต่ยังคงอยู่ชั้นเดียวกัน หน้าห้องทำงานขนาดใหญ่นั้น มีโต๊ะทำงานลักษณะเดียวกันกับเธอ ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานประจำตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวผู้บริหาร ซึ่งคนที่ทำหน้าที่เลขานุการบริษัทนี้ใช้โต๊ะแบบเดียวกันทุกคน
“สายป่าน มีอะไรหรือเปล่า” ชัชชาติเงยหน้าขึ้นมาสอบถามคนที่เดินหอบเอกสารแฟ้มแดงมายืนยิ้มแป้นอยู่หน้าโต๊ะ
“คุณเอิงเอยให้ป่านเอาเอกสารมาให้คุณไออุ่นเซ็นค่ะ แล้วบอกให้รอรับกลับไปด้วย” บอกพร้อมยื่นเอกสารนั้นให้เลขาฯ ส่วนตัวท่านประธานตรวจสอบก่อนเป็นลำดับแรก เป็นไปตามหน้าที่ เพราะเลขานุการตำแหน่งนี้ต้องรู้เรื่องราวทุกอย่างว่าเอกสารอะไรบ้างที่เจ้านายตัวเองได้อ่าน ได้เซ็นผ่านมือไปบ้าง
“โอเค ตามมาสิ” เมื่อตรวจสอบเอกสารด้านในรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และผ่านการลงนามมาจากใครแล้วบ้าง ครบตามขั้นตอนทุกอย่าง ชัชชาติขยับลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงไปเคาะประตูกระจกห้องท่านประธานฯ ส่งสัญญาณให้รู้ว่ากำลังมีคนแปลกหน้าเข้าไปด้านใน
“คุณไออุ่นครับ น้องสายป่านเอาเอกสารจากคุณเอิงเอยมาส่งครับ”
“ให้เข้ามา” เสียงคำตอบรับเป็นการบอกอนุญาต ชัชชาติเปิดประตูเดินนำเลขาฯ สาวน้อยน่ารักเข้าไปด้านในทันที
“สวัสดีค่ะคุณไออุ่น เมื่อคืนขอบคุณนะคะที่ไปส่งหนู” ยิ้มสดใสแตกต่างจากยัยเมรีเมื่อคืนราวกับคนละคน
“ชัชชาติ นายออกไปเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว” ปัณณวิชญ์หันไปพยักหน้าบอกให้เลขาฯ ส่วนตัวออกไปจากห้อง
“เธอมีอะไรหรือเปล่า” รอจนกระทั่งเลขาฯ ส่วนตัวปิดประตูเรียบร้อยจึงเอ่ยทักขึ้น
“มีค่ะ นี่เอกสารของคุณเอิงเอยค่ะ คุณเอิงเอยบอกว่าให้เอามาส่งให้คุณไออุ่น แล้วก็ให้หนูรอรับเอากลับไปด้วย”
เอกสารแฟ้มหน้าปกสีแดง บ่งบอกว่าเป็นเอกสารสำคัญเร่งด่วน ถูกวางลงไปตรงหน้า เลขาฯ สาวขยับมายืนประสานมือกุมไว้ คอสั้นพยายามยืดยาว มองข้ามไปยังหน้ากระดาษ จนกระทั่งท่านประธานสะบัดเปลือกตา เหลือบขึ้นมามองพร้อมกับส่งสายตาปรามดุ ให้กับคนช่างสอดรู้สอดเห็น เลขาฯ น้องใหม่จึงแสร้งหันไปสนใจสิ่งอื่น
“เมื่อคืนคุณไออุ่นลืมเสื้อไว้ที่ห้องหนูด้วยค่ะ แต่หนูยังไม่ได้เอามาคืน เมื่อเช้าหนูตื่นสายรีบออกจากห้องเลยไม่ทันหยิบ” พูดโพล่งออกมาเมื่อเหลือบไปเห็นเสื้อสูทตัวนอกของท่านประธานซึ่งถูกถอดแขวนเอาไว้ตรงราวแขวนด้านหลังโต๊ะทำงาน
“ฉันไม่ได้ลืม แต่เธอนอนทับมันไว้ต่างหาก”
“หื้อ หนูนี่นะคะนอนทับ หนูจะไปนอนทับเสื้อคุณทำไม หนูจำได้ว่าคุณไออุ่นใส่เสื้อตัวนั้นเอาไว้ตอนขับรถออกจากโรงแรมไม่ใช่เหรอ นี่อย่าบอกนะว่าหนูนอนทับคุณไออุ่นน่ะ”
จะให้เขาอธิบายลงรายละเอียดออกไปยังไงว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะมันเป็นคืนที่แสนวุ่นวายและยาวนานเหลือเกิน
“แล้วเสื้อมันจะไปอยู่บนเตียงหนูได้ยังไงล่ะคะ”
“เมื่อคืนเธอจำอะไรได้บ้าง ไหนลองเล่าให้ฉันฟังสิ” ปัณณวิชญ์หยั่งเชิงถามออกไปเพื่อทดสอบ
“หนูจำได้ว่าคุณเอิงเอยให้คุณไออุ่นไปส่งหนู แล้วหลังจากนั้นหนูก็เดินขึ้นห้องกลับไปนอน” เลขาฯ สาวเล่าพร้อมทำท่าทางประกอบอย่างมั่นใจ
“นี่จำได้แล้วเหรอ?”
“ค่ะ ทั้งคืนจำได้แค่นี้แหละค่ะ”
“เฮ้อ~ ช่างเถอะ อย่าไปสนใจมันเลย เอกสารนี่เซ็นเสร็จแล้ว เอากลับไปให้เอิงเอยได้ แล้วก็ฝากบอกเอิงเอยด้วยว่าช่วงบ่ายฉันจะออกไปธุระข้างนอก ไม่ได้กลับเข้าบริษัทอีก” แฟ้มแดงถูกเลื่อนไปด้านหน้า ปากกาถูกสวมปลอกนำกลับไปเสียบลงยังแท่นวางสีทองคำด้านข้าง
“คุณไออุ่นจะไปไหนคะ”
“ไปธุระ”
“ไปที่ไหนคะ”
“ดูงานแถวฝั่งธนฯ พื้นที่สำหรับขึ้นโครงการใหม่”
“ไปกับใครคะ”
“นี่เธอ...จะไปกับฉันด้วยไหม ถามเยอะจริง” ตาดุสะบัดขวับมองเลขาฯ จอมเจ้ากี้เจ้าการ
“เอ้า หนูต้องถามสิคะ เผื่อคุณเอิงเอยถาม หนูจะได้ตอบถูก คุณเอิงเอยน่ะเป็นคนละเอียดรอบคอบจะตาย”
“ไปกับชัชชาติ”
เมื่อนึกตามคำพูดนั้นเห็นจริงตามที่เลขาฯ บอก นึกย้อนมาถึงนิสัยตัวเอง เวลาอยากรู้อะไรแล้วถามชัชชาติ เขาก็ต้องการคำตอบที่ชัดเจนไม่ต่างกัน และนี่ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเลขาฯ ที่เจ้านายอย่างพวกเขาต้องการคือถามอะไรออกไปต้องตอบให้ได้
“วันนี้บ่ายสามโมง คุณไออุ่นมีนัดจิบน้ำชากับท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังนะครับ จากนั้นช่วงหกโมงเย็น คุณพุดพิชญานัดทานข้าวกับครอบครัวของคุณหญิงศรีประภา” ชัชชาติเดินเข้ามารายงานกำหนดการตารางนัดหมายของเจ้านายให้ทราบล่วงหน้า
“นัดกินข้าวกับครอบครัวคุณหญิงศรีประภา?” เอี้ยวหน้าไปขมวดคิ้วใส่เลขาฯ ทันที เพราะจำได้ว่าเขาไม่มีนัดหมายนี้อยู่ในสมอง
“คิดว่าน่าจะเป็นเรื่อง...นัดดูตัวครับ” เลขาฯ รู้ทุกเรื่องของเจ้านายกระซิบตอบ
“ดูตัวอีกแล้วเหรอ น่าเบื่อจริง ปฏิเสธได้หรือเปล่า”
“ไม่ได้ครับ เพราะคุณพุดพิชญาท่านโทรมาสอบถามเช็กตารางงานของคุณไออุ่นกับผมเรียบร้อยแล้ว เห็นว่าช่วงเวลานั้นว่าง คุณพุดพิชญาเลยให้ลงตารางนัดไว้ครับ”
“เฮ้อ คุณแม่นะคุณแม่ อือ ตามนั้นก็ได้...”
“คุณไออุ่นจะขับรถส่วนตัวไปเอง หรือจะให้ผมเตรียมรถแวนของบริษัทครับ”
“ฉันขับไปเองดีกว่า นายไปกับฉันด้วย” ออกคำสั่งหวังจะใช้เลขาฯ เป็นเหตุผลในการชิ่งออกมา หากเห็นว่าสถานการณ์การดูตัวน่าเบื่อเกินไป
ชัชชาติเปิดประตูรถเจ้านายเข้าไปนั่งยังตำแหน่งด้านข้าง แต่ต้องชะงัก เมื่อก้มลงไปเห็นว่าบนพรมปูพื้นด้านล่างมีรองเท้าส้นสูงคู่หนึ่งวางทิ้งอยู่
“เอ่อ รองเท้า” นับเป็นสิ่งแปลกปลอมในชีวิตของปัณณวิชญ์ เพราะ จากการติดตามทำหน้าที่เลขาฯ ส่วนตัวมาหลายปี เขารู้ดีว่าเจ้านายคนนี้ห่างไกลจากการใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้หญิงทุกคน
“ถ้ามันเกะกะ นายก็โยนไปข้างหลังได้เลย”
ตาเหลือบมองรองเท้าส้นสูงคู่เล็กนั้นแล้วถอนหายใจแรงออกมา เมื่อคืนเขาไม่ทันสังเกตว่าคนเมาถอดรองเท้าทิ้งเอาไว้ในรถ อีกทั้งเขาไม่มีเวลาจัดเก็บเอามันไปวางให้พ้นหูพ้นตา
ภายในห้องอาหารภัตตาคารหรูระดับห้าดาว ตั้งอยู่บนยอดตึกความสูงมากกว่าพื้นดินถึงห้าสิบชั้น วิวด้านนอกตัวอาคารสามารถมองเห็นทุกด้านของกรุงเทพมหานคร ทำมุมหนึ่งร้อยแปดสิบองศา รอบโต๊ะอาหารลักษณะเป็นวงกลม เพื่อนแม่ผู้ให้กำเนิดนั่งอมยิ้มมองมายังปัณณวิชญ์ด้วยดวงตาชื่นชมเป็นประกาย
“ปกติแล้ว ป้าเห็นไออุ่นจากหน้าข่าวสังคมบ่อย ๆ เห็นว่าช่วงนี้ธุรกิจไปได้ดี ทะยานขึ้นมาติดหนึ่งในสามบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย ป้ายินดีด้วยนะลูก” คุณหญิงศรีประภากล่าวชื่นชมเยินยอคนที่หล่อนหมายมั่นปั้นมือ วางตำแหน่งเขยขวัญอันคู่ควรกับลูกสาวเธอ
“ขอบคุณครับ”
“จริงสิ เจนนี่เรียนจบเพิ่งบินกลับมาจากอังกฤษ วันนี้ป้าเลยพามาทำความรู้จักกับไออุ่นเอาไว้ เผื่อว่าวันข้างหน้าเจนนี่เข้ามาช่วยบริหารงานในบริษัท มีอะไรจะได้มาขอคำปรึกษาไออุ่นได้”
“ครับ” หน้าขรึมขยับเพียงนิดหน่อย แสดงอาการรับรู้
“ได้ยินชื่อของพี่ไออุ่นมานาน คุณแม่ชมให้เจนนี่ฟังบ่อย ๆ ค่ะ ว่าพี่ไออุ่นเก่งมาก เจนนี่ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” สาวสวยนัยน์ตาคม เครื่องหน้าสวยเฉี่ยวเหมือนซูเปอร์โมเดลยิ้มอย่างมีเสน่ห์
“ครับ”
“แหม...ไออุ่นพูดน้อยดีนะคะ นี่ถ้าไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะพูดน้อยขนาดนี้”
“ไออุ่น เขาเป็นคนไม่ค่อยพูดค่ะ” พุดพิชญาหันไปสังเกตสีหน้าเรียบเฉยของลูกชาย รู้ได้ในทันทีว่าลูกชายคนโตนี้กำลังรู้สึกอึดอัด
“ผมไม่รู้จะพูดอะไรนี่ครับ”
“ดูเอาเถอะค่ะคุณศรีประภา ว่าลูกชายคนโตของดิฉัน พูดน้อยอย่างนี้เอง เก่งแต่เรื่องงาน ถนัดแต่เรื่องเจรจางานธุรกิจ ทุกวันนี้ถึงยังหาสะใภ้มาให้แม่ไม่ได้สักที”
“แต่เจนนี่คิดว่าผู้ชายพูดน้อย น่ารักไปอีกแบบนะคะ”
“ไม่แน่หรอกค่ะ เขาอาจจะพูดน้อยกับเรา แต่พอเจอคนที่ใช่ คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เขาอาจจะพูดเยอะก็ได้”
